มวลอากาศและภาพจำที่พร่าเลือน
เข็มมาตรวัดความกดอากาศที่ 1,013 เฮกโตปาสกาล พร้อมกระแสลมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านยอดอัฒจันทร์อย่างแผ่วเบาในวันเปิดสนาม คือฉากทัศน์ที่ Neymar เริ่มต้นการเดินทางในสีเสื้อทีมชาติเมื่ออายุ 18 ปี ท่ามกลางบรรยากาศการปฏิรูปทีมหลังความบอบช้ำจาก World Cup 2010 ในตอนนั้น Lionel Messi ในวัย 23 ปีได้สถาปนาตนเองเป็นดวงดาวที่สว่างไสวที่สุด และ Brazil ก็กระหายที่จะมี 'สิ่งเดียวกัน' เพื่อคานอำนาจ นับตั้งแต่นั้นมา Neymar จึงติดอยู่ในกับดักแห่งการไล่ล่าเงาของอัจฉริยะชาวอาร์เจนไตน์มาโดยตลอด
การที่ Carlo Ancelotti ตัดสินใจใส่ชื่อ Neymar ในวัย 34 ปีลงในขุมกำลังชุด World Cup ครั้งนี้ ดูราวกับเป็นความพยายามอันสิ้นหวังที่จะสร้างมหากาพย์ 'ระบำครั้งสุดท้าย' (Last Dance) เลียนแบบความสำเร็จของ Messi ในวัย 35 ปี แต่ความจริงที่ปรากฏในเฟรมภาพนี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ภูมิศาสตร์แห่งความคาดหวังที่พังทลาย
วัฒนธรรมการพึ่งพาที่หยั่งรากลึกทำให้ Neymar กลายเป็นภาชนะที่รองรับความฝันอันหนักอึ้งของคนทั้งชาติ จนตัวตนที่แท้จริงของเขาเลือนหายไป ภาพจำที่ติดตาคือหลังจบศึก World Cup 2018 ที่พ่ายให้กับ Belgium ในเมือง Kazan เขายืนโดดเดี่ยวอยู่ข้างรถบัสทีมชาติ เงาร่างทอดตัวยาวตัดกับแสงจากจอ LED ขนาดมหึมา ศีรษะก้มต่ำ ไหล่ห่อเหี่ยวภายใต้แรงกดดันมหาศาล ในวัยเพียง 26 ปี วันนั้นดูเหมือนโอกาสที่ดีที่สุดของเขาได้หลุดลอยไปตามแรงโน้มถ่วงเสียแล้ว
ในเชิงยุทธวิธี การมีอยู่ของเขาคือรอยแยกบนพื้นผิวสนามที่ Roberto Martínez มองเห็นและโจมตี Romelu Lukaku ถูกขยับไปทางขวาเพื่อเจาะทะลวงพื้นที่ว่างที่ Neymar ทิ้งไว้ ทุกครั้งที่ Belgium สวนกลับ พวกเขาพุ่งเข้าหาปีกซ้ายที่อ่อนแรงของ Brazil ราวกับกระแสน้ำหลาก ขณะที่กองกลางไม่มีใครที่เป็นเหมือน Rodrigo De Paul คอยอุดรอยรั่ว ความไม่สมดุลนี้ทำให้ภาพวาดของทีมเซเลเซาแตกสลาย
ความเจ็บปวดและเสียงกึกก้องจากอดีต
ย้อนกลับไปในปี 2014 ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกังวานใน World Cup ที่บ้านเกิด กระดูกสันหลังที่ร้าวรานของเขาจากการปะทะกับ Juan Camilo Zúñiga กลายเป็นโศกนาฏกรรมระดับชาติ เช้าวันต่อมาใน Rio de Janeiro เงียบสงัดราวกับโลกหยุดหมุน เมื่อขาด 'ผู้มาโปรด' ทีมก็เสียขวัญ David Luiz ชูเสื้อหมายเลข 10 ขึ้นฟ้าราวกับพิธีกรรมทางศาสนาก่อนเริ่มเกมกับ Germany แต่ผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้ยับเยิน 7 ประตูที่กัดเซาะจิตวิญญาณของฟุตบอลบราซิล
แม้ในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดกับ Barcelona ภายใต้การนำของ Luis Enrique ที่เขาร่วมประสานงานกับ Messi และ Luis Suárez จนคว้าแชมป์ Champions League แต่เขาก็ยังเลือกที่จะจากมาเพื่อเป็นอิสระจากร่มเงาของยอดแข้งอาร์เจนไตน์ เขากลายเป็นหมากในเกมอำนาจของ PSG เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความฝันที่คนอื่นวาดให้ สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นเพียงตัวเลขที่ถูกส่งต่อไปมาในตลาดทุนฟุตบอล
บทสรุปบนเส้นขนาน
สถิติอาจบอกว่าเขาลงเล่นน้อยมากเพียง 682 นาทีในปีนี้จากอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่ Ancelotti ยังคงเลือกเขา นี่คือการเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นหรือเป็นเพียงการยอมสยบต่ออำนาจทางการเมืองที่กุนซือ Brazil ทุกคนต้องเผชิญ? ในขณะที่ Messi เข้าสู่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายด้วยสภาพร่างกายที่พร้อมและจังหวะการเล่นที่แม่นยำ Neymar กลับดูเหมือนภาพวาดที่สีเริ่มซีดจาง
การเลือก หมายเลข 10 รายนี้มาติดทีม จึงไม่ใช่เรื่องของตรรกะหรือฟอร์มการเล่น แต่มันคือเสียงเพรียกหาความอัศจรรย์ที่อาจไม่มีอยู่จริง เป็นความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะปั้นแต่งให้ Neymar กลายเป็น Messi ของพวกเขาให้ได้ แม้ว่าในความเป็นจริง เส้นทางของทั้งคู่จะเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันก็ตาม







